ทฤษฎีการรบกวนของกลศาสตร์ควอนตัม/โครงสร้างละเอียด

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

โครงสร้างละเอียด (Fine Structure) เป็นโครงสร้างของอะตอมไฮโดรเจนซึ่งมีความละเอียดกว่ารูปแบบเดิมซึ่งคิดเพียงผลของศักย์จากแรงคูลอมบ์ (Coulomb force) โดยผลจากการคิดพลังงานรวมจากการแก้ไขผ่านทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relative Correction) และจากสนามแม่เหล็กที่โปรตรอนและอิเล็กตรอนสร้างขึ้นมาจากอันตรกิริยา (Spin–orbit coupling) อันถือว่าเป็นผลจากการรบกวน

Relativistic Correction

เนื่องจากว่าอิเล็กตรอนและโปรตรอนมีมวลที่เล็กมากๆและวิ่งโคจรระหว่างกันด้วยความเร็วสูงจนใกล้เคียงกับความเร็วแสง(วิ่งด้วยความเร่ง) หากจะใช้กฏของนิวตันมาอธิบายจะไม่ครอบคลุมในกรณีที่ความเร็วสูงจนใกล้ความเร็วแสง ทำให้เราจะต้องพิจารณาผลของสัมพัทธภาพด้วยค่าที่จะต้องแก้ไขคือ

โมเมนตัมตามสัมพัทธภาพ p=γmv

พลังงานรวมตามสัมพัทธภาพ E=γmc2

โดยที่ γ=11v2c2

เมื่อนำสมการโมเมนตัมและพลังงานรวมตามสัมพัทธภาพมายกกำลังสองแล้วนำมาลบกันจะได้ว่า

E2p2c2=m2c4

จากพลังงานจลน์เชิงสัมพัทธภาพ T=Emc2 หรือ E=T+mc2 จะได้ว่า

(T+mc2)2p2c2=m2c4

จะได้พลังงานจลน์เชิงสัมพัทธภาพ เป็นดังนี้

T=m2c4+p2c2mc2=T=mc2[1+(pmc)21]

จากการกระจายอนุกรมเทย์เลอร์ (Taylor expansion) 1+x2=1+x22x28+... จะได้

T=mc2[1+12(pmc)218(pmc)4+...1]

ซึ่งจัดรูปจะได้

T=p22mp48m3c2+...

เนื่องจากพจน์ที่สามเป็นต้นไปมีค่าน้อยมาก เนื่องจาก p<<mc จึงสามารถประมาณโดยการตัดพจน์ที่สามเป็นต้นไปทิ้ง จะได้

Tp22mp48m3c2

ดังนั้นแฮมิลโทเนียนรวมของระบบที่แก้ไขโดย Relative Correction คือ

H=TV=H0+HRe=p22m+Vp48m3c2

ซึ่งแฮมิลโทเนียนที่เป็นพจน์ของการรบกวนระบบจาก Relative Correction คือ

HRe=p48m3c2

ซึ่งเรียกว่า Perturbation Harmionian of Relative Correction

จากนั้นเราจะหาพลังงานได้จากแฮมิลโทเนียนจาก

Er(1)=ψ|Hr|ψ=18m3c2ψ|p4|ψ

เนื่องจากตัวดำเนินการ p4 ไม่ใช่ตัวดำเนินการเฮอร์มิเชียน (Hermitian operators) แต่ตัวดำเนินการ p2 เป็นตัวดำเนินการเฮอร์มิเชียน จึงแยกตัวดำเนินการ p4 ได้ออกมาเป็นดังนี้

Er(1)=18m3c2ψ|p2p2|ψ=(ψ|p2|)(p2|ψ)

จากสมการชโรดิงเจอร์

H0|ψ=En|ψ

โดยที่ H0=p22m+V จะได้

(p22m+V)|ψ=En|ψ

ซึ่งย้ายข้างจะได้

p2|ψ=2m(EnV)|ψ

จะได้ว่า

Er(1)=18m3c2(ψ|(2m)2(EnV)2|ψ) ซึ่งจัดรูปได้เป็น
Er(1)=12mc2(En22EnV+V2)

ในกรณีของอะตอมไฮโดรเจน V=e24πε0r ดังนั้น จะได้ว่า

V=e24πε01r โดยที่จากการคำนวณ 1r=1n2a จะได้ V=e24πε01n2a และ
V2=(e24πε0)21r2 โดยที่จากการคำนวณ 1r2=1(l+12)n3a2 จะได้ V2=(e24πε0)21(l+12)n3a2

ดังนั้น จะได้ว่า

Er(1)=12mc2(En2+2Ene24πε01n2a+(e24πε0)21(l+12)n3a2)

จากพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน En=[m22(e24πε0)2]1n2 และรัศมีของบอห์ร a=4πε02me2 แทนค่าจัดรูป จะได้ค่าแก้ไขพลังงานจาก Relative Correction คือ

Er(1)=(En)22mc2[4nl+123]

Spin-Orbit Coupling

Spin-Orbit Coupling เป็นผลเกิดขึ้นเนื่องจากอิเล็กตรอนวิ่งโคจรรอบๆโปรตอน หรือโปรตอนวิ่งรอบอิเล็กตรอนในแต่ละกรอบอ้างอิง ทำให้เกิดอันตรกิริยาขึ้นระหว่างโปรตอนและอิเล็กตรอน อันตรกิริยาดังกล่าวเป็นผลทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่อิเล็กตรอนและโปรตอนสร้างขึ้น โดยถือว่าเป็นผล ของการรบกวนจึงต้องพิจารณาค่าการแก้ไข ในกรอบที่โปรตอนวิ่งรอบอิเล็กตรอนจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นตามกฏของบิโอต์-ชาวาร์ต ดังนี้

B=μ04πe(v)×rr3

โดยที่โมเมนตัมเชิงมุมรอบนิวเคลียสในกรอบที่โปรตอนวิ่งรอบอิเล็กตรอนคือ

L=m(v×r) หรือ v×r=Lm

แทนค่าลงในสมการของกฎบิโอต์-ชวาร์ต จะได้ว่า

B=μ04πer3Lm

จากความสัมพันธ์ของอัตราเร็วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศ c สภาพยอมของสุญญากาศ ε0 และค่าความสามารถซึมซับแม่เหล็กของสุญญากาศ μ0

c=1μ0ε0 หรือ μ0=1ε0c2 จะได้ B=14πε0emc2r3L

โมเมนต์ขั้วคู่แม่เหล็ก (Magnetic dipole moment) μs สามารถหาได้จากสมการ

μs=q2mS=e2mS โดยที่ S คือโมเมนตัมเชิงมุมสปิน (Spin angular momentum)

แต่เนื่องจากในการทดลองจริงได้ผลไม่ตรงกับทฤษฎี จึงมีการคูณค่าที่ได้ด้วย g-factor ซึ่งในกรณีของอิเล็กตรอน g=2 จะได้ว่า

μs=emS

ซึ่งจะได้พลังงานรวมสนามแม่เหล็กเป็นแฮมิลโทเนียนจากสมการ

H=μsB=14πε0e2m2c2r3LS

เนื่องจากการประมาณดังกล่าว กรอบที่โปรตอนวิ่งรอบอิเล็กตรอนไม่ใช่กรอบอ้างอิงเฉื่อย ดังนั้นจะต้องมีการแก้ไขโดยวิธี Thomas Precession โดยการคูณพจน์ทางขวาด้วย 12 จะได้ว่า

Hso=18πε0e2m2c2r3LS

จากนั้นเราจะหาพลังงานได้จากแฮมิลโทเนียนได้โดยเลือกใช้ฐาน (Basis) คือ |n,l,j,mj เนื่องจากโมเมนตัมเชิงมุมรวม J=L+S มีค่าคงที่ จะได้ว่า

Eso(1)=n,l,j,mj|Hso(1)|n,l,j,mj
Eso(1)=18πε0e2m2c2n,l,j,mj|1r3LS|n,l,j,mj

พิจารณาตัวดำเนินการ LS จากโมเมนตัมเชิงมุมรวม J=L+S จะได้

J2=L2+S2+2LS

ดังนั้น จะได้ว่า

LS=12(J2L2S2)

เนื่องจากผลของตัวดำเนินการเมื่อไปกระทำ คือ

J2|n,l,j,mj=j(j+1)2|n,l,j,mj
L2|n,l,j,mj=l(l+1)2|n,l,j,mj
S2|n,l,j,mj=s(s+1)2|n,l,j,mj

จะได้

Eso(1)=18πε0e2m2c212[j(j+1)l(l+1)s(s+1)]2n,l,j,mj|1r3|n,l,j,mj

สำหรับในกรณีของอิเล็กตรอนเลขควอนตัมสปิน s=12 เสมอ จะได้ว่า

Eso(1)=18πε0e2m2c212[j(j+1)l(l+1)34]2n,l,j,mj|1r3|n,l,j,mj

จากการคำนวณ 1r3=1l(l+12)(l+1)n3a3 จะได้

Eso(1)=18πε0e2m2c222[j(j+1)l(l+1)34]l(l+12)(l+1)n3a3

จากพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน En=[m22(e24πε0)2]1n2 และรัศมีของบอห์ร a=4πε02me2 แทนค่าจัดรูป จะได้ค่าแก้ไขพลังงานจาก Spin-Orbit Coupling คือ

Eso(1)=(En)2mc2[n[j(j+1)l(l+1)34]l(l+12)(l+1)]

โครงสร้างละเอียดจากผลของ Relativistic Correction และ Spin-Orbit Coupling

เมื่อนำผลของ Relativistic Correction และ Spin-Orbit Coupling ที่ได้มารวมกัน จะได้พลังงานแก้ไขรวม Efs(1)=Er(1)+Eso(1)

เนื่องจากเลขควอนตัมสปินของอิเล็กตรอน s=12 ค่าโมเมนตัมเชิงมุมรวมที่เป็นไปได้จึงเป็น j=l±12 ซึ่งเมื่อนำไปแทนในพลังงานแก้ไขรวม Efs(1) จะได้ว่า

Efs(1)=(En)22mc2(34nj+12)

จากพลังงานของอะตอมไฮโดรเจน En=[m22(e24πε0)2]1n2 และนิยามของ Fine structure constant α=14πε0e2c1137 จะได้ Efs(1) ในรูปของ α คือ

Efs(1)=α2En4n2(4nj+123)

ดังนั้น จะได้พลังงานรวมของโครงสร้างละเอียด Enj=En+Efs(1) คือ

Enj=En+α2En4n2(4nj+123)=13.6eVn2[1+α24n2(4nj+123)]