ทฤษฎีการรบกวนของกลศาสตร์ควอนตัม/ค่าพลังงานแก้ไข

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


ทฤษฎีการรบกวนของสถานะทับซ้อน


พิจารณาระบบที่มีฮามิลโทเนียนในรูป


H^=H0^+H^


โดย H^ คือ การรบกวนขนาดเล็กเมื่อเทียบกับฮามิลโทเนียนที่ไม่ถูกรบกวน H0^

ในที่นี้พิจารณากรณีที่ H0^ให้สถานะทับซ้อนกันอยู่มากกว่าหรือเท่ากับสองสถานะ โดยสาเหตุของการซ้อนทับกันของสถานะเกิดจากการที่พลังงานศักย์ของระบบทางควอนตัมนั้นมีสมมาตร ดังนั้นการทำลายสมมาตรลงจึงทำให้สถานะทับซ้อนนั้นแยกออกจากกันนั้นเอง สมมติว่า ที่ระดับพลังงานหนึ่งของH0^มีสถานะทับซ้อนกับอยู่ q2 สถานะ ถ้าสมมาตรที่ทำให้เกิดการซ้อนทับหายไปโดย H^แล้ว พลังงานของสถานะนั้นๆ จะแยกออกจากกันเป็น q ระดับชั้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเป้าหมายหลักของทฤษฎีการรบกวนของสถานะทับซ้อนคือการคำนวณค่าพลังงานและฟังก์ชันสถานะใหม่หลังการรบกวนด้วย H^ ให้ความหมายเพิ่ม คือในระบบทางควอนตัม ที่มีสถานะสมดุลของพลังงานศักษ์ ก็จะมีหลายฟังชันก์คลื่น ซึ่งแต่ละฟังก์ชันก็ให้ค่าของพลังงานศักษ์ ต่างกัน แต่ก็มีบ้างระบบที่มีระดับพลังงานศักษ์ค่าเดียวกัน ทั้งที่ฟังชันของคลื่นของระบบเป็นคนละค่า ยกตัวอย่างเป็น บ่อศักษ์ Harmonic เป็นต้น เนื้อหา ถ้าเรารบกวนระบบที่มีค่าของสถานะพลังงานทับซ้อนกันเราสามารถทำได้เช่นนี้(ซึ่งต่างจากการแก้หาฮามมิโตเนียนของแบบค่าพลังงานไม่ซ้ำหรือ non degenerate) H ̂=H ̂_0+H ̂^' (ฮามิเนียนใหม่=ฮามิโตเนียนก่อนรบกวน+ฮามิโตเนียนหลังรบกวน)

พิจารณากรณีการรบกวนของสถานะแบบไม่ทับซ้อน เราสามารถกระจายฟังก์ชันคลื่นของการแก้ไขอันดับหนึ่งของ H^ ในรูปผลรวมของไอเกนฟังก์ชันของ H0^ ดังนี้


φn(1)=icniφi(0) ,q2


โดยที่ cni=Hin'En(0)Ei(0) และ Hin'=φi(0)|H'|φn(0)


ถ้า ระดับพลังงานดังกล่าวมีทั้งหมด q สถานะทับซ้อน นั้นคือ


E1(0)=E2(0)=E3(0)=...=Eq(0)


จะทำให้ cni หาค่าไม่ได้ สำหรับ n,iq ด้วยเหตุนี้จำเป็นจะต้องสร้างฐานใหม่สำหรับสถานะทับซ้อน (φn) ขึ้นมาจาก {φn(0)}ที่ทำให้เมทริกซ์ย่อย Hin'เป็นเมทริกซ์แนวทแยง


ในการทำให้อยู่ในรูปแนวทแยงนั้น กำหนดให้ฐานใหม่สำหรับสถานะทับซ้อนคือ


φn=icniφi(0)...................................................(1)


โดยที่ φn|H'|φp=Hin' ,(n,pq).........................................................(2)


เมื่อรวม{φi(0),iq} และ{φn,nq} เข้าด้วยกันจะได้เซตของฐานใหม่คือ


B={φ1,φ2,...,φq,φq+1(0),φq+2(0),...}


โดยB ทำให้เมทริกซ์ H'อยู่ในรูปแนวทแยงคือ


H'=((H11'0...00H22'0Hqq')H1,q+1'...Hq+1,1')..........................................................(3)


การหาค่าแก้ไขพลังงานและฟังก์ชันคลื่นอันดับที่หนึ่ง


จากสมาการ ชเรอดิงเงอร์ สำหรับฮามิลโทเนียน H^ คือ


H^φn=(H0^+H^)φn=Enφn........................................................(4)


แทน φn=φnEn=En(0)+En'}nq ลงในสมาการที่ 4 จะได้


H'φn=En'φn..............................................................(5)


จากการที่เราสามารถสร้าง {φn} ให้เป็นเซตของฟังก์ชันที่ตั้งฉากกัน (Schmidt orthogonalization procedure) ร่วมด้วยกับสมาการที่ 5 จะได้ว่า


En'=φn|H'|φn=Hnn' ,(nq)


เป็นสมาชิกแนวทแยงของเมทริกซ์ H^


ในการสร้าง {φn} ที่ทำให้เมทริกซ์ H^ อยู่ในรูปแนวทแยงนั้น เราแทนสมาการที่ 1 ลงในสมาการที่ 5


H'i=1qani|φn(0)=En'i=1qani|φn(0)


คูณทางซ้ายของสมาการด้วยφn(0)| จะได้ว่า


i=1q(Hpi'En'δpi)ani=0 ,(n,pq).......................................................(6)


สำหรับแต่ละ pเมื่อให้nและ q คงที่ เราสามารถเขียนสมาการที่ 6 ให้รูปของผลคูณของเมทริกซ์ดังนี้


(H11'En'H12'H13'H1q'H21'H22'En'H23'H2q'Hq1'Hq2'Hq3'Hqq'En')(an1an2anq)=0......................................................(7)


เงื่อนไขที่ทำให้ {ani}ไม่เป็นเป็นศูนย์ทั้งหมดพร้อมกัน (trivial solution) คือ ค่าดีเทอร์มิแนนต์ของเมทริกซ์สัมประสิทธิ์มีค่าเท่ากับศูนย์


det|(Hpi'En'δpi)|=0.......................................................(8)


คำตอบของสมาการที่ 8 คือค่าแก้พลังงานอันดับหนึ่ง(En)ที่ต่างกันทั้งหมด q ค่า พร้อมทั้งเป็นค่าไอเกนของสมาการที่ 5 และเป็นสมาชิกในแนวทแยงของเมทริกซ์ย่อยในเมทริกซ์ที่ 3 เมื่อแทนค่าEn'แต่ละค่าลงในสมาการ 7 เราสามารถแก้หาค่า {ani}ได้และนำไปสู่ {φn}โดยสมาการที่ 1


ที่มา [1]

  1. Richard L. Liboff, Introductory Quantum Mechanincs, 4 Edition, Chapter 13, P. 692-696