ทฤษฎีการรบกวนของกลศาสตร์ควอนตัม/Hyperfine Structure

จาก testwiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

โครงสร้างสุดละเอียด (Hyperfine Structure)

โครงสร้างสุดละเอียดคือการที่เกิดการเลื่อนไปเล็กน้อยของระดับชั้นพลังงานของอะตอมเนื่องจาก อัตรกิริยาระหว่างนิวเคลียส กับ ออเล็กตรอน ทำให้เกิดโครงสร้างแบบละเอียดขึ้น เนื่องจากเกิดไดโพลแม่เหล็กของโปรตรอน

ในโครงสร้างสุดละเอียดเราจะพิจารณาสปินโปรตอน Sp เช่นเดียวกับของอิเล็กตรอน โดยจะเกิดไดโพลแม่เหล็กของโปรตอนขึ้น แต่จะมีค่าน้อยกว่าของอิเล็กตรอนเนื่องจากมวลที่มีค่ามากกว่า ตามสมการ

μp=gpe2mpSp โดยที่ gp เป็นค่า g-factor ของโปรตอนซึ่งประมาณ 5.59
μe=geemeSe=emeSe

ซึ่งไดโพลนั้นก็จะสร้างสนามแม่เหล็กซึ่งมีค่า

B=μ04πr3[3(μr^)r^μ]+2μ03μδ3r^

และสนามแม่เหล็กดังกล่าวที่เกิดจากไดโพลของโปรตอนก็จะไปรบกวนไดโพลของอิเล็กตรอน ตามสมการ

H=μB

ทำให้ได้ฮามิลโตเนียนของอิเล็กตรอนที่ถูกรบกวนเป็น

Hhf=μ0gpe28πmpme[3(Spr^)(Ser^)SpSe]r3+μ0gpe23mpmeSpSeδ3(r^)

จากทฤษฏีการรบกวน ค่าการแก้ไขของพลังงานอันดับที่ 1 คือค่าเฉลี่ยของฮามิลโตเนียนที่รบกวน

En(1)=n(0)|V|n(0)

ได้ว่า

Ehf=μ0gpe28πmpme3(Spr^)(Ser^)SpSer3+μ0gpe23mpmeSpSe|ψ(0)|2

ในสถานะที่ โมเมนต์แม่เหล็กของอะตอมมีค่าเป็น 0 (l=0) ฟังก์ชันคลื่นจะมีลักษณะสมมาตรแบบทรงกลม จะทำให้เทอมแรกมีค่าเป็นศูนย์ และเมื่อพิจารณาสถานะที่พลังงานต่ำสุดหรือสถานะพื้น (Ground state) มีฟังก์ชันคลื่นคือ

ψ100=1πa3er/a

ได้ว่า

|ψ100(0)|2=1πa3

จะได้ว่าค่าแก้ไขอันดับที่หนึ่งของการถูกรบกวนจากการถูกรบกวน

Ehf=μ0gpe23πmpmea3SpSe

พิจารณาสปินรวม S=Sp+Se จะได้

S2=Sp2+Se2+2SpSe

จะได้

SpSe=12(S2Sp2Se2)

ดังนั้น

Ehf=μ0gpe23πmpmea312(s(s+1)sp(sp+1)se(se+1))2

เนื่องจากสปินของทั้งโปรตอนและอิเล็กตรอนมีค่าเป็น 12 จะได้

Ehf=μ0gpe223πmpmea312(s(s+1)32)

และแยกออกของระดับพลังงานจะแบ่งเป็น 2 สถานะคือ triplet state ซึ่งมีค่าสปินรวมเป็น 1 และ singlet state ซึ่งมีค่าสปินรวมเป็น 0 จะได้ว่า

Ehf=μ0gpe223πmpmea3{+14(triplet)34(singlet)

ดังนั้น ผลต่างของระดับพลังงานทั้งสองคือ

ΔE=μ0gpe223πmpmea3=9.42×1025J

ซึ่งความถี่ของโฟตอนที่ปลดปล่อยออกมาขณะเปลี่ยนระดับชั้นจาก triplet ไปยัง singlet state คือ

f=ΔEh=1.42×109Hz

และคิดเป็นความยาวคลื่น

λ=cf=21.1cm

โดยความยาวคลื่นดังกล่าวอยู่ในช่วงของคลื่นไมโครเวฟ โดยเรียกว่า 21 centimeter line

การประยุกต์ใช้งาน

Astrophysics

เนื่องการเปลี่ยนของอิเล็กตรอนไฮเจนในสถานะโครงสร้างสุดละเอียด จะให้โฟตอนในช่วงความยาวคลื่น 21 cm ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้าง แผนที่ไฮโดรเจนในอวกาศได้ ต่อมา Carl Sagan และ Frank Drake ได้นำ การเปลี่ยนในสถาะสุดละเอียด ไปใช้ในการเข้ารหัสของ Pioneer plaque และ Voyager Golden Record ซึ่งสามารถจะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของจักรวาล