ทฤษฎีการรบกวนของกลศาสตร์ควอนตัม/ปรากฏการณ์ซีมาน

จาก testwiki
รุ่นแก้ไขเมื่อ 03:09, 29 กันยายน 2562 โดย imported>Geonuch (เพิ่มหมวดหมู่:ตำรา:ทฤษฎีการรบกวนของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว ด้วยฮอทแคต)
(ต่าง) ←รุ่นแก้ไขก่อนหน้า | รุ่นแก้ไขล่าสุด (ต่าง) | รุ่นแก้ไขถัดไป→ (ต่าง)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไฟล์:ZeemanEffect.GIF
ผลการทดลองที่ซีมานค้นพบ จากการให้สนามแม่เหล็กกำลังสูงแก่แหล่งกำเนิดแสง

ปรากฏการณ์ซีมานเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกค้นพบโดย ปีเตอร์ ซีมาน ชาวเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๙๖ พบว่าเมื่อให้สนามแม่เหล็กอย่างอ่อนๆแก่แหล่งกำเนิดแสง สเปกตรัมของแสงจะถูกแยกออกจากกัน ในปีเดียวกัน เฮนดริก ลอเลนซ์ ได้ใช้ผลจากปรากฏการณ์นี้ทำนายการมีอยู่ของอนุภาคซึ่งทำให้แสงมีขั้ว อนุภาคนั้นมีมวลน้อยกว่าไฮโดรเจนพันเท่า และมีประจุเป็นลบ ก่อนที่ เจ เจ ทอมป์สัน จะค้นพบอิเล็กตรอน ผลจากงานวิจัยนี้ทำให้ ซีมาน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. ๑๙๐๒ ร่วมกับ เฮนดริก ลอเลนซ์

ปรากฏการณ์ซีมานปรกติ (Normal Zeeman Effect)

ปรากฏการณ์ซีมานปรกติคิดผลอันเนื่องมาจากอันตรกิริยาระหว่าง ไดโพลโมเมนต์แม่เหล็กของแหล่งกำเนิดแสง กับ สนามแม่เหล็กภายนอก ในกรณีที่ค่าสปินรวมของอิเล็กตรอนเท่ากับ 0

ฮามิลโทเนียนรบกวนสามารถเขียนให้อยู่ในรูปผลคูณภายในระหว่าง ไดโพลโมเมนต์แม่เหล็ก กับ สนามแม่เหล็กภายนอก Bextซึ่งมีทิศชี้ไปแกน z ดังนี้

HZ=μeBext=e2meLBz^=eB2meLz=μeBLz

โดยที่ μe=e/2me คือบอห์รแมกนีตอน, Lz คือ เงาของโมเมนตัมเชิงมุม L บนแกน z

ในอะตอมไฮโดรเจน ฮามิลโทเนียนที่ไม่ถูกรบกวน คือ

H0=p^22meke2r

ปรากฏการณ์ซีมานไม่ปรกติ

ปรากฏการณ์ซีมานปรกติคิดผลอันเนื่องมาจากอันตรกิริยาระหว่าง ไดโพลโมเมนต์แม่เหล็ก กับ สนามแม่เหล็กภายนอกซึ่งมีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสนามแม่เหล็กภายในอะตอม ในกรณีที่ค่าสปินรวม (S) ของอิเล็กตรอนมีค่าไม่เท่ากับศูนย์ ทำให้เส้นสเปกตรัมในสนามแม่เหล็กมีความซับซ้อนขึ้น

เนื่องจากมีการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก จึงสามารถหาโมเมนต์ขั้วคู่แม่เหล็ก (Magnetic dipole moment) μl จากผลดังกล่าวได้จาก

μl=q2mL=e2mL โดยที่ L คือ Orbital angular momentum

เรื่องสปินรวมของเล็กตรอนไม่เป็นศูนย์ โมเมนต์ขั้วคู่แม่เหล็กจึงคิดผลจากสปินด้วย ซึ่งค่าที่ได้จะมีค่า g-factor ซึ่งในกรณีของอิเล็กตรอน g=2 คูณอยู่ จะได้

μs=emS โดยที่ S คือโมเมนตัมเชิงมุมสปิน (Spin angular momentum)

ซึ่งจะได้พลังงานรวมสนามแม่เหล็กเป็นแฮมิลโทเนียนจากสมการ

Hz=(μl+μs)B=e2m(L+2S)B

เมื่อสนามแม่เหล็กภายนอก B ในที่นี้มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสนามไฟฟ้าภายในที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุ จะได้ว่า Hz เป็นตัวรบกวน (Perturbation) โดยจากความสัมพันธ์ของโมเมนตัมเชิงมุมรวม J คือ

J=L+S จะได้ L=JS แทนลงไปใน Hz จะได้
Hz=e2m(J+Savg)B

ซึ่งเราจะใช้ S=Savg เนื่องจาก S ไม่ได้มีค่าคงที่ แต่มีการหมุนควงรอบ J เราจึงสามารถแยกออกเป็นสององค์ประกอบคือ ในแนวขนานกับ J ซึ่งมีขนาดเป็น S และในแนวตั้งฉากกับ J ซึ่งมีขนาดเป็น S โดยเมื่อ S หมุนควงรอบ J ดังนั้นค่าเฉลี่ยของ S ในแนวตั้งฉากมีค่าเป็นศูนย์ จึงได้ว่าค่าเฉลี่ย Savg จะมีขนาดเท่ากับ S และมีทิศทางชี้ไปทางเดียวกับ J จะได้

Savg=SJJ=ScosθJJ โดยที่ θ เป็นมุมระหว่าง S กับ J ซึ่งจะได้ว่า
Savg=S(SJ)SJJJ=(SJ)J2J จะได้
Hz=e2m(J+(SJ)J2J)B=e2m(1+SJJ2)JB

เมื่อกำหนดให้สนามแม่เหล็กภายนอก B มีขนาดเป็น B0 และมีทิศทางไปทางแกน z จะได้ว่า

Hz=eB02m(1+SJJ2)Jz

พิจารณาตัวดำเนินการ SJ จากโมเมนตัมเชิงมุมรวม J=L+S หรือ L=JS จะได้

L2=J2+S22SJ

ดังนั้น จะได้ว่า

SJ=12(J2+S2L2) นั่นคือ
Hz=eB02m(1+J2+S2L22J2)Jz

ทำการหาพลังงานได้จากแฮมิลโทเนียนได้โดยเลือกใช้ฐานคือ |n,l,j,mj เนื่องจากผลของสนามแม่เหล็กที่มีค่าน้อยกว่าสนามแม่เหล็กภายใน ทำให้โมเมนตัมเชิงมุมรวม J ประมาณได้ว่าคงที่ จะได้ว่า

n,l,j,mj|Hz(1)|n,l,j,mj=eB02mn,l,j,mj|(1+J2+S2L22J2)Jz|n,l,j,mj

เนื่องจากผลของตัวดำเนินการเมื่อไปกระทำ คือ

J2|n,l,j,mj=j(j+1)2|n,l,j,mj
S2|n,l,j,mj=s(s+1)2|n,l,j,mj
L2|n,l,j,mj=l(l+1)2|n,l,j,mj
Jz|n,l,j,mj=mj|n,l,j,mj

จะได้

n,l,j,mj|Hz(1)|n,l,j,mj=eB02m(1+j(j+1)+s(s+1)l(l+1)2j(j+1))mj

สำหรับในกรณีของอิเล็กตรอนเลขควอนตัมสปิน s=12 เสมอ จะได้ว่า

n,l,j,mj|Hz(1)|n,l,j,mj=eB02m(1+j(j+1)l(l+1)+342j(j+1))mj

ซึ่งสังเกตว่าค่าของ n,l,j,mj|Hz(1)|n,l,j,mj จะมีค่าไม่เป็นศูนย์ในกรณีที่เลขควอนตัมในฐานทั้งสองด้านมีค่าเท่ากันทุกตัวเท่านั้น จึงทำให้การใช้ฐาน |n,l,j,mj ได้คำตอบอยู่ในรูปของ เมทริกซ์ทแยง (Diagonal matrix) นั่นคือจะทำให้สมาชิกในตำแหน่งนอกแนวทแยงที่เลขควอนตัมบางตัวไม่เท่ากันมีค่าเป็นศูนย์ทั้งหมด ซึ่งทำให้ง่ายต่อการหาค่าไอเกนหรือพลังงานในแต่ละสถานะได้ทันทีจากสมาชิกในแนวทแยง จึงได้ว่า

Ez(1)=eB02m(1+j(j+1)l(l+1)+342j(j+1))mj=μBgjmjB0

โดยที่ μB=e2m เป็นค่าคงที่เรียกว่า Bohr magneton ส่วน gj=1+j(j+1)l(l+1)+342j(j+1) เรียกว่า Landé g-factors

ตัวอย่าง:การเปลี่ยนในอนุกรมไลมาณ-อัลฟ่า ของไฮโดรเจน (Lyman alpha transition in hydrogen)

ในกรณีนี้ เรื่องจากไฮโดรเจนมีอิเล็กตรอนเพียงตัวเดียว ค่าสปินรวม จึงไม่เท่ากับศูนย์ จึงเกิดปรากฏการณ์ซีมานแบบไม่ปรกติ โดยอิเล็กตรอนเปลี่ยนจาก

2P1/21S1/2 และ 2P3/21S1/2.

เมื่อมีสนามแม่เหล็กอย่างอ่อนจากภายนอกเข้าไปกระทำ จะทำให้แยกระดับชั้นพลังงาน 1S1/2 และ 2P1/2 ไปยังสองระดับพลังงาน ที่มี (mj=1/2,1/2)และ 2P3/2 ไปยังสี่สถานะคือ (mj=3/2,1/2,1/2,3/2). โดยมี Landé g-factors สำหรับสามสถานะคือ


gJ=2 สำหรับ 1S1/2 (j=1/2, l=0)
gJ=2/3 สำหรับ 2P1/2 (j=1/2, l=1)
gJ=4/3 สำหรับ 2P3/2 (j=3/2, l=1).

สำหรับภาพประกอบสามารถชมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Zeeman_effect#mediaviewer/File:Zeeman_p_s_doublet.svg